แชร์

พยาธิตัวตืด (Tapeworms)

อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2026
41 ผู้เข้าชม

วงจรชีวิต


[ภาพประกอบ : https://vcahospitals.com/know-your-pet/tapeworm-infection-in-dogs]

พยาธิตัวตืดในลำไส้ที่พบมากในสุนัขและแมว คือ พยาธิตัวตืดเม็ดแตงกวา (Dipylidium caninum) พยาธิตัวเต็มวัยมีความยาวได้ถึง 20 ซม. แต่ละปล้องมีความกว้างประมาณ 3-5 มม. มีปากเป็นตะขอสำหรับยึดเกาะดูดสารอาหารที่ลำไส้ พยาธิจะเพิ่มขนาดจากส่วนหัวไล่ลงไป เมื่อโตเต็มที่แล้วพยาธิจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีปลดปล้องในส่วนท้ายลำตัวปะปนออกไปกับอุจจาระของสัตว์เลี้ยง ซึ่งปล้องเหล่านี้จะมีลักษณะสีขาวคล้ายกับเม็ดข้าวหรือเมล็ดแตงกวา เจ้าของสัตว์เลี้ยงอาจจะสังเกตพบปล้องพยาธิเหล่านี้ได้บริเวณรอบก้น หรือในอุจจาระของสุนัขที่เพิ่งขับถ่าย

ปล้องแก่ของพยาธิเหล่านี้เต็มไปด้วยไข่พยาธิ เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมไข่พยาธิจะแตกออกมา จากนั้นตัวอ่อนของหมัด (flea larva) และหนูจะกินไข่พยาธิพวกนี้เข้าไป แล้วเติบโตอยู่ภายในตัวหมัด หากสุนัขและแมวติดหมัด แล้วบังเอิญเผลอกินหมัดเข้าไปจากการเลียขนตัวเองหรือจากการคันแล้วกัดแทะตัวเอง ก็จะทำให้ติดพยาธิตัวตืดเข้าสู่ทางเดินอาหาร

อาการ
อาการอาจจะรุนแรงมากขึ้นหากติดในลูกสุนัขหรือลูกแมว โดยส่วนมากจะทำให้มีอาการดังนี้ :
• ท้องเสีย อาจจะมีเลือดปนมากับอุจจาระ
• สุนัขหรือแมวมีอาการคันก้น หรือเอาก้นไถไปกับพื้น
• มีความอยากอาหารน้อยลง หรืออาจจะมีความอยากอาหารมากขึ้น
• น้ำหนักลด ตัวผอม
• ขนหยาบ แห้งกร้าน ไม่เงางาม
• มีอาการท้องกาง ปวดท้อง หรือไม่สบายท้อง

การรักษา
สัตวแพทย์จะแนะนำให้สัตว์เลี้ยงได้รับยาถ่ายพยาธิ โดยคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว โดยทั่วไปอาจจะแนะนำให้รับประทานยาถ่ายพยาธิ 3 วันติดกันหรือตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ และหลังจากนั้นควรได้รับยาป้องกันหรือถ่ายพยาธิอย่างน้อยทุก 3 เดือน แต่ไม่ควรเกิน 6 เดือน

การป้องกัน
• ป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงสัมผัสกับหมัด หรือหนู
• ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารที่มีความเสี่ยงติดพยาธิ เช่น เนื้อหมูสด เนื้อปลาสด กระต่าย หนู และขยะ
• หมั่นพาสัตว์เลี้ยงไปตรวจร่างกายและตรวจอุจจาระตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
• ควรมั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงได้รับการถ่ายพยาธิตามโปรแกรมอย่างเป็นประจำ

    ช่วงอายุของสัตว์เลี้ยง อายุ / ความถี่ของการถ่ายพยาธิ
  ลูกสุนัขและลูกแมว 2, 4, 6, 12,16 สัปดาห์
  สุนัขและแมวโตเต็มวัย 6, 12 เดือน
    • เลี้ยงในบ้านตลอดเวลา ทุก 6 เดือน - 1 ปี
    • เลี้ยงทั้งในและนอกบ้าน ทุก 6 เดือน
    • เลี้ยงปล่อยนอกบ้านและมีนิสัยชอบล่าสัตว์ตัวเล็กๆ หรือกินน้ำในแหล่งธรรมชาติ ทุก 3 เดือน



บทความโดย : สพ.ญ. นิรชรา ชมท่าไม้ (คลินิกอายุรกรรม, คลินิกระบบประสาท โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก)


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy