ไรในหู (Ear mite)
อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2026
35 ผู้เข้าชม

ไรในหู (Ear mites)
วงจรชีวิต
ไรในหู (Otodectes cynotis) จัดเป็นแมลงที่ดำรงชีวิตแบบพยาธิภายนอกบนสุนัข แมว กระต่าย และพบได้ในเฟอร์เรท โดยส่วนมากจะพบในช่องหูแต่จริงๆ แล้วสามารถเติบโตบนผิวหนังได้ด้วย ซึ่งสามารถติดต่อระหว่างสัตว์เลี้ยงได้ง่ายมากจากการสัมผัสกัน เนื่องจากมีขนาดเล็กมากจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
วงจรชีวิตของไรในหูจะใช้เวลาฟักจากไข่ ลอกคราบเป็นตัวอ่อน จนพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ โดยอาศัยเศษขี้หูและน้ำมันจากผิวหนังในช่องหูเป็นอาหาร ตัวเต็มวัยจะใช้ชีวิตอยู่ในช่องหูของสุนัขและแมวได้นานถึง 2 เดือน ในระหว่างนี้ตัวเต็มวัยก็จะวางไข่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย
อาการ
ไรในหูสามารถติดต่อได้ทั้งสุนัขและแมวทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะลูกสุนัข ลูกแมว และสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้นอกบ้าน อาการที่พบได้ มีดังนี้
• คันหู เกาหู หรือมีการสะบัดหัวบ่อยครั้ง
• มีขี้หูสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำจำนวนมาก
• ขนร่วงหรือมีแผลบริเวณใกล้ๆ กับใบหูเนื่องจากการเกา
• มีคราบหรือสะเก็ดบริเวณช่องหู
• บางตัวเกิดภาวะใบหูบวมเลือด (Aural hematoma) จากการที่เส้นเลือดฝอยบริเวณใบหูแตกเนื่องจากการเกาหรือสะบัดหัวอย่างรุนแรง
การรักษา
การรักษาโรคไรในหูของสุนัขและแมว จะใช้วิธีทำความสะอาดช่องหูและใบหู ร่วมกับการใช้ยาหยอดช่องหูโดยตรง ซึ่งใช้ระยะเวลาในการรักษาอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ โดยสัตวแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาหยอดหลังคอเพื่อรักษาและป้องกันร่วมด้วย (ความถี่คือทุก 2 สัปดาห์สำหรับการรักษา และทุก 1 เดือนสำหรับการป้องกัน)
เนื่องจากไม่มียาตัวใดที่สามารถทำลายไข่ (eggs) และตัวอ่อนระยะดักแด้ (pupae) ได้ ยาส่วนใหญ่จะทำลายได้เฉพาะตัวอ่อนระยะแรก (larvae) และตัวเต็มวัย (adults) เท่านั้น ดังนั้นระยะเวลาในการรักษาจึงต้องครอบคลุมอย่างน้อย 3 สัปดาห์ขึ้นไป
เพื่อให้การรักษาประสบความสำเร็จ ควรปฏิบัติดังนี้ :
1. รักษาสัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้านพร้อมกันทั้งหมด
2. รักษาอาการทางผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อร่วมด้วย
3. ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น พรมเช็ดเท้า ผ้าปูที่นอน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง
4. งดพาสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านหรือไปสัมผัสกับสัตว์ตัวอื่น
5. ทำการรักษาและใช้ยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 สัปดาห์
การป้องกัน
หากพบว่าสัตว์เลี้ยงติดไรในหู ควรรีบพาไปปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากโรคนี้น้ำติดต่อกันได้ง่ายมาก แนวทางการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ มีดังนี้
• แปรงขนและตรวจเช็คใบหูของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำทุกวัน หากพบขี้หูผิดปกติควรรีบจัดการเพื่อไม่ให้พฤติกรรมความรุนแรงเพิ่มขึ้น
• หากมีสัตว์เลี้ยงตัวใดตัวหนึ่งในบ้านเป็นโรคนี้ ควรให้สัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้านได้รับยาป้องกันที่เหมาะสม และทำการแยกเลี้ยงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
• ทำความสะอาด ซัก และนำที่นอนของสัตว์เลี้ยงไปตากแดดเป็นประจำ
• หลีกเลี่ยงการพาสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้านหรือไปพบปะกับสัตว์ตัวอื่น
บทความโดย : สพ.ญ. นิรชรา ชมท่าไม้ (คลินิกอายุรกรรม, คลินิกระบบประสาท โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก)
วงจรชีวิต
ไรในหู (Otodectes cynotis) จัดเป็นแมลงที่ดำรงชีวิตแบบพยาธิภายนอกบนสุนัข แมว กระต่าย และพบได้ในเฟอร์เรท โดยส่วนมากจะพบในช่องหูแต่จริงๆ แล้วสามารถเติบโตบนผิวหนังได้ด้วย ซึ่งสามารถติดต่อระหว่างสัตว์เลี้ยงได้ง่ายมากจากการสัมผัสกัน เนื่องจากมีขนาดเล็กมากจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
วงจรชีวิตของไรในหูจะใช้เวลาฟักจากไข่ ลอกคราบเป็นตัวอ่อน จนพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ โดยอาศัยเศษขี้หูและน้ำมันจากผิวหนังในช่องหูเป็นอาหาร ตัวเต็มวัยจะใช้ชีวิตอยู่ในช่องหูของสุนัขและแมวได้นานถึง 2 เดือน ในระหว่างนี้ตัวเต็มวัยก็จะวางไข่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย
อาการ
ไรในหูสามารถติดต่อได้ทั้งสุนัขและแมวทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะลูกสุนัข ลูกแมว และสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงไว้นอกบ้าน อาการที่พบได้ มีดังนี้
• คันหู เกาหู หรือมีการสะบัดหัวบ่อยครั้ง
• มีขี้หูสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำจำนวนมาก
• ขนร่วงหรือมีแผลบริเวณใกล้ๆ กับใบหูเนื่องจากการเกา
• มีคราบหรือสะเก็ดบริเวณช่องหู
• บางตัวเกิดภาวะใบหูบวมเลือด (Aural hematoma) จากการที่เส้นเลือดฝอยบริเวณใบหูแตกเนื่องจากการเกาหรือสะบัดหัวอย่างรุนแรง
การรักษา
การรักษาโรคไรในหูของสุนัขและแมว จะใช้วิธีทำความสะอาดช่องหูและใบหู ร่วมกับการใช้ยาหยอดช่องหูโดยตรง ซึ่งใช้ระยะเวลาในการรักษาอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ โดยสัตวแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาหยอดหลังคอเพื่อรักษาและป้องกันร่วมด้วย (ความถี่คือทุก 2 สัปดาห์สำหรับการรักษา และทุก 1 เดือนสำหรับการป้องกัน)
เนื่องจากไม่มียาตัวใดที่สามารถทำลายไข่ (eggs) และตัวอ่อนระยะดักแด้ (pupae) ได้ ยาส่วนใหญ่จะทำลายได้เฉพาะตัวอ่อนระยะแรก (larvae) และตัวเต็มวัย (adults) เท่านั้น ดังนั้นระยะเวลาในการรักษาจึงต้องครอบคลุมอย่างน้อย 3 สัปดาห์ขึ้นไป
เพื่อให้การรักษาประสบความสำเร็จ ควรปฏิบัติดังนี้ :
1. รักษาสัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้านพร้อมกันทั้งหมด
2. รักษาอาการทางผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อร่วมด้วย
3. ทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น พรมเช็ดเท้า ผ้าปูที่นอน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ของสัตว์เลี้ยง
4. งดพาสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านหรือไปสัมผัสกับสัตว์ตัวอื่น
5. ทำการรักษาและใช้ยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 สัปดาห์
การป้องกัน
หากพบว่าสัตว์เลี้ยงติดไรในหู ควรรีบพาไปปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากโรคนี้น้ำติดต่อกันได้ง่ายมาก แนวทางการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ มีดังนี้
• แปรงขนและตรวจเช็คใบหูของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำทุกวัน หากพบขี้หูผิดปกติควรรีบจัดการเพื่อไม่ให้พฤติกรรมความรุนแรงเพิ่มขึ้น
• หากมีสัตว์เลี้ยงตัวใดตัวหนึ่งในบ้านเป็นโรคนี้ ควรให้สัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้านได้รับยาป้องกันที่เหมาะสม และทำการแยกเลี้ยงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
• ทำความสะอาด ซัก และนำที่นอนของสัตว์เลี้ยงไปตากแดดเป็นประจำ
• หลีกเลี่ยงการพาสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้านหรือไปพบปะกับสัตว์ตัวอื่น
บทความโดย : สพ.ญ. นิรชรา ชมท่าไม้ (คลินิกอายุรกรรม, คลินิกระบบประสาท โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก)
บทความที่เกี่ยวข้อง


