โรคลำไส้อักเสบในสุนัข (Canine Parvo Virus)
อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2026
35 ผู้เข้าชม

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสพาร์โวในทางเดินอาหาร พบได้บ่อยและมีความรุนแรงในลูกสุนัข (อายุ 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน) หรือสุนัขที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหรือได้รับวัคซีนไม่ครบ โดยเชื้อไวรัสจะถูกขับออกมากับอุจจาระของสุนัขที่มีการติดเชื้อ 5 วันก่อนแสดงอาการ และสามารถขับเชื้อได้ราว 10 วันหลังจากสุนัขที่ติดเชื้อหายจากโรคแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกเลี้ยงสุนัขที่ติดเชื้อออกจากสุนัขปกติ เชื้อไวรัสที่ปนออกมากับอุจจาระมีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม สามารถคงสภาพอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายเดือน โดยติดต่อสู่สุนัขผ่านการดม เลีย หรือการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม
เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์ผนังลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง และไขกระดูก ส่งผลทำให้มีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร ทำลายภูมิคุ้มกันทางเดินอาหาร และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
อาการ
ระยะเวลาการแสดงอาการโดยทั่วไปประมาณ 5-7 วัน หรือสุนัขบางตัวอาจจะยาวถึง 2 สัปดาห์
อาการทางคลินิก:
• ซึม ไม่กินอาหาร มีไข้
• อาเจียน ถ่ายเหลว หรือถ่ายเหลวเป็นเลือดภายใน 24-48 ชั่วโมง
• มีภาวะขาดน้ำ เหงือกซีดและแห้ง ไม่มีแรง
• หากคลำตรวจจะปวดเกร็งท้อง เนื่องจากลำไส้มีการอักเสบและขยาย
• หากไม่ได้รับการรักษาอาจจะมีอาการช็อกจากภาวะขาดน้ำ หมดสติ น้ำตาลต่ำ และเสียชีวิตได้
การวินิจฉัย
สัตวแพทย์จะวินิจฉัยจากอาการทางคลินิก ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ หากตรวจเลือด มักจะพบภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ภาวะขาดอิเล็กโทรไลต์ และภาวะน้ำตาลต่ำ หรืออาจจะพบภาวะค่าเอนไซม์ตับและไตสูงกว่าปกติ และการตรวจด้วยชุดทดสอบไวรัสพาร์โว (Parvovirus Test Kit) เพื่อเป็นการตรวจหาเชื้อในอุจจาระ ซึ่งอาจจะตรวจไม่พบเชื้อได้หากเป็นการติดเชื้อในระยะแรก หากสุนัขมีอาการทางคลินิกแต่ให้ผลลบ ควรตรวจซ้ำอีกครั้ง
นอกจากอาการข้างต้น อาจจะพบอาการแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) การติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะทางเดินหายใจและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือการเสียชีวิต
การรักษา
การรักษาการติดเชื้อไวรัสพาร์โวไม่มียาเพื่อไปทำลายเชื้อได้โดยตรง ดังนั้นจึงเป็นการรักษาตามอาการของโรค และการป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ในระยะ 24 ชั่วโมงแรกสัตวแพทย์อาจงดน้ำและอาหารเพื่อลดการทำงานของลำไส้
การรักษาตามอาการ เช่น:
• การแก้ไขภาวะขาดน้ำ อาจจะให้สารน้ำทางใต้ผิวหนังหากมีการขาดน้ำไม่มาก หากมีภาวะน้ำตาลต่ำหรือภาวะไม่สมดุลอิเล็กโทรไลต์ในเลือดจะพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือด
• การให้ยาตามอาการ เช่น ยาระงับอาเจียน ยาลดปวด ยาเคลือบกระเพาะ เป็นต้น
• การให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน หรือรักษาภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด
• การให้สารอาหารทางเส้นเลือด
• การให้ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือยาเสริมภูมิคุ้มกัน
การป้องกัน
เพื่อป้องกันการติดต่อ ลูกสุนัขที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบควรหลีกเลี่ยงสุนัขตัวอื่นๆ หรือสถานที่ที่มีสุนัขมารวมตัวกัน เช่น สวนสาธารณะ ตลาดนัด เป็นต้น โดยโปรแกรมวัคซีนจะเริ่มต้นที่สุนัขอายุ 2, 3 และ 4 เดือน และกระตุ้นซ้ำที่อายุ 1 ปี
สุนัขที่หายจากการเป็นโรคลำไส้อักเสบควรถูกแยกเลี้ยงอย่างน้อย 1 เดือน และบริเวณที่เลี้ยงรวมถึงภาชนะต่างๆ ควรฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฟอกขาว (1:30) อย่างน้อย 15 นาที
ที่มา :
https://www.msdvetmanual.com/digestive-system/diseases-of-the-stomach-and-intestines-in-small-animals/canine-parvovirus
https://www.dovepress.com/canine-parvoviral-enteritis-an-update-on-the-clinical-diagnosis-treatm-peer-reviewed-fulltext-article-VMRR#
แปลและเรียบเรียงโดย : สพ.ญ. นิรชรา ชมท่าไม้ (คลินิกอายุรกรรม, โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก)
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสพาร์โวในทางเดินอาหาร พบได้บ่อยและมีความรุนแรงในลูกสุนัข (อายุ 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน) หรือสุนัขที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหรือได้รับวัคซีนไม่ครบ โดยเชื้อไวรัสจะถูกขับออกมากับอุจจาระของสุนัขที่มีการติดเชื้อ 5 วันก่อนแสดงอาการ และสามารถขับเชื้อได้ราว 10 วันหลังจากสุนัขที่ติดเชื้อหายจากโรคแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกเลี้ยงสุนัขที่ติดเชื้อออกจากสุนัขปกติ เชื้อไวรัสที่ปนออกมากับอุจจาระมีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม สามารถคงสภาพอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายเดือน โดยติดต่อสู่สุนัขผ่านการดม เลีย หรือการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม
เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์ผนังลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง และไขกระดูก ส่งผลทำให้มีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร ทำลายภูมิคุ้มกันทางเดินอาหาร และเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
อาการ
ระยะเวลาการแสดงอาการโดยทั่วไปประมาณ 5-7 วัน หรือสุนัขบางตัวอาจจะยาวถึง 2 สัปดาห์
อาการทางคลินิก:
• ซึม ไม่กินอาหาร มีไข้
• อาเจียน ถ่ายเหลว หรือถ่ายเหลวเป็นเลือดภายใน 24-48 ชั่วโมง
• มีภาวะขาดน้ำ เหงือกซีดและแห้ง ไม่มีแรง
• หากคลำตรวจจะปวดเกร็งท้อง เนื่องจากลำไส้มีการอักเสบและขยาย
• หากไม่ได้รับการรักษาอาจจะมีอาการช็อกจากภาวะขาดน้ำ หมดสติ น้ำตาลต่ำ และเสียชีวิตได้
การวินิจฉัย
สัตวแพทย์จะวินิจฉัยจากอาการทางคลินิก ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ หากตรวจเลือด มักจะพบภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ภาวะขาดอิเล็กโทรไลต์ และภาวะน้ำตาลต่ำ หรืออาจจะพบภาวะค่าเอนไซม์ตับและไตสูงกว่าปกติ และการตรวจด้วยชุดทดสอบไวรัสพาร์โว (Parvovirus Test Kit) เพื่อเป็นการตรวจหาเชื้อในอุจจาระ ซึ่งอาจจะตรวจไม่พบเชื้อได้หากเป็นการติดเชื้อในระยะแรก หากสุนัขมีอาการทางคลินิกแต่ให้ผลลบ ควรตรวจซ้ำอีกครั้ง
นอกจากอาการข้างต้น อาจจะพบอาการแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) การติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะทางเดินหายใจและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือการเสียชีวิต
การรักษา
การรักษาการติดเชื้อไวรัสพาร์โวไม่มียาเพื่อไปทำลายเชื้อได้โดยตรง ดังนั้นจึงเป็นการรักษาตามอาการของโรค และการป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ในระยะ 24 ชั่วโมงแรกสัตวแพทย์อาจงดน้ำและอาหารเพื่อลดการทำงานของลำไส้
การรักษาตามอาการ เช่น:
• การแก้ไขภาวะขาดน้ำ อาจจะให้สารน้ำทางใต้ผิวหนังหากมีการขาดน้ำไม่มาก หากมีภาวะน้ำตาลต่ำหรือภาวะไม่สมดุลอิเล็กโทรไลต์ในเลือดจะพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือด
• การให้ยาตามอาการ เช่น ยาระงับอาเจียน ยาลดปวด ยาเคลือบกระเพาะ เป็นต้น
• การให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน หรือรักษาภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด
• การให้สารอาหารทางเส้นเลือด
• การให้ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือยาเสริมภูมิคุ้มกัน
การป้องกัน
เพื่อป้องกันการติดต่อ ลูกสุนัขที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบควรหลีกเลี่ยงสุนัขตัวอื่นๆ หรือสถานที่ที่มีสุนัขมารวมตัวกัน เช่น สวนสาธารณะ ตลาดนัด เป็นต้น โดยโปรแกรมวัคซีนจะเริ่มต้นที่สุนัขอายุ 2, 3 และ 4 เดือน และกระตุ้นซ้ำที่อายุ 1 ปี
สุนัขที่หายจากการเป็นโรคลำไส้อักเสบควรถูกแยกเลี้ยงอย่างน้อย 1 เดือน และบริเวณที่เลี้ยงรวมถึงภาชนะต่างๆ ควรฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฟอกขาว (1:30) อย่างน้อย 15 นาที
ที่มา :
https://www.msdvetmanual.com/digestive-system/diseases-of-the-stomach-and-intestines-in-small-animals/canine-parvovirus
https://www.dovepress.com/canine-parvoviral-enteritis-an-update-on-the-clinical-diagnosis-treatm-peer-reviewed-fulltext-article-VMRR#
แปลและเรียบเรียงโดย : สพ.ญ. นิรชรา ชมท่าไม้ (คลินิกอายุรกรรม, โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก)


