การดูแลและป้องกันเมื่อสุนัขมีอาการท้องเสีย
อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2026
36 ผู้เข้าชม

สุนัขท้องเสีย ทำอย่างไรดี ? เมื่อไหร่ต้องไปพบหมอ ?
อาการท้องเสียในสุนัข คือ เมื่อสุนัขมีลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนไป อาจจะนิ่มลง ท้องเสียเป็นน้ำ ท้องเสียเป็นมูกเลือด และมีความถี่ของการถ่ายมากกว่าวันละ 1-2 ครั้งต่อวัน สามารถพบได้ในสุนัขทุกช่วงอายุ สาเหตุที่เกิดเช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อบิดทางเดินอาหาร หรือพยาธิทางเดินอาหาร การเปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป สุนัขไปเลียกินของสกปรกหรือสิ่งแปลกปลอม การกินอาหารหมดอายุ การกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน เป็นต้น นอกจากนั้นหากเป็นอาการท้องเสียเรื้อรังอาจจะเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะนอกทางเดินอาหาร เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับเอนไซม์การย่อยอาหาร ตับอ่อน ตับ และไต โรคมะเร็ง เป็นต้น อาการท้องเสียมีทั้งอาการรุนแรงและไม่รุนแรง ขึ้นกับสาเหตุ ทั้งนี้เจ้าของจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและควรปรึกษาสัตวแพทย์
สุนัขท้องเสียทำอย่างไรดี ?
1. ให้สังเกตว่าก่อนหน้านี้มีการกินอะไรผิดปกติ หรือสิ่งที่ไม่เคยกินมาหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนอาหาร หากมีให้หยุดหรือนำอาหารนั้นออกก่อน และงดให้สุนัขกินอาหารอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง ในสุนัขโต และ 4-6 ชั่วโมงในลูกสุนัข (2-6 เดือน) สุนัขสายพันธุ์เล็ก หรือในสุนัขน้ำหนักน้อยกว่า 5 กิโลกรัม (เช่น ชิวาวา, ปอมเมอเรเนียน)
2. ควรล้างภาชนะใส่น้ำให้สะอาด และให้สุนัขกินน้ำสะอาดครั้งละน้อยๆ บ่อยครั้ง อย่าให้มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้น และเจ้าของต้องดูแลอย่างใกล้ชิดว่าสุนัขได้กินน้ำเพียงพอ
3. หากสุนัขอาการท้องเสียลดลง ไม่มีอาเจียนร่วมด้วย หลังจากงดอาหารแล้วสามารถให้สุนัขเริ่มกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ขนมสุนัข ไม่ควรให้สุนัขกินนม เพราะอาจจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลง เนื่องจากสุนัขไม่สามารถย่อยแลกโตสในนมได้ อาจจะเป็น ซุป ไก่ต้ม ไข่ต้ม หรือหากไม่สะดวกปรุงอาหารเอง สามารถเลือกซื้ออาหารประกอบการรักษาโรคท้องเสียที่มีขายในโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งสัตวแพทย์จะแนะนำสูตรอาหารและปริมาณที่เหมาะสมที่ควรกินในช่วงนี้
4. ควรกินอาหารอ่อนต่อเนื่องประมาณ 2-3 วัน แบ่งเป็นมื้อย่อย 4-6 มื้อต่อวัน แล้วค่อยกลับมาให้อาหารปกติที่เคยกิน อย่าเปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป อาจจะทำให้อาการกลับมาได้
เมื่อไหร่ต้องพาไปหมอ ?
1. หากเห็นว่าสุนัขกินสิ่งแปลกปลอม ยาเบื่อหนู หรือสิ่งที่คาดว่าเป็นสารพิษเข้าไป ให้รีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทันที เนื่องจากในบางกรณีจำเป็นต้องได้รับการล้างท้อง โดยหากเกิน 4 ชั่วโมงไปแล้วจะไม่สามารถล้างท้องได้
2. หากสุนัขมีอาการอาเจียน ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ ร่วมด้วย จะทำให้สุนัขไม่สามารถกินน้ำ หรือเกิดภาวะขาดน้ำตามมาได้ และอาจจะเกิดภาวะเสียสมดุลกรด-ด่าง หรือภาวะน้ำตาลต่ำได้
3. หากมีภาวะท้องเสียรุนแรง เช่น มีภาวะท้องเสียเป็นเลือด มีกลิ่นเหม็นคาว มีความถี่ในการถ่ายมากกว่าวันละ 1-2 ครั้ง เป็นสุนัขที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือถ่ายพยาธิมาก่อน หรือเพิ่งรับลูกสุนัขมาเลี้ยงจากแหล่งที่มีสุนัขหลายตัวรวมกัน
4. หากเป็นลูกสุนัข ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากไม่ดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมงควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและน้ำตาลต่ำ อาจจะทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
1. ไม่ควรให้สุนัขกินยาแก้ท้องเสีย ยาธาตุ หรือยาอื่นๆ ของคน เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตราย เช่น การได้รับยาเกินขนาด ภาวะแบคทีเรียดื้อยา เป็นต้น
2. การให้สุนัขกินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว ไม่ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ของสุนัขนั้นไม่เหมือนของคน และยิ่งอาจทำให้อาการท้องเสียแย่ลงได้
3. ควรมั่นใจว่าสุนัขของเราได้รับวัคซีนป้องกันโรคครบถ้วน มีการกระตุ้นประจำปีทุกปี และได้รับการถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน
4. การเปลี่ยนอาหารสุนัข ควรค่อยๆ เปลี่ยนจากอาหารเดิม โดยค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนอาหารใหม่ประมาณ 25% ทุกๆ 2-3 วัน ไม่ควรให้สุนัขกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้สมดุลแบคทีเรียในลำไส้ของสุนัขเปลี่ยนไปได้
บทความโดย : สพ.ญ. นิรชรา ชมท่าไม้ (โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก)
อาการท้องเสียในสุนัข คือ เมื่อสุนัขมีลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนไป อาจจะนิ่มลง ท้องเสียเป็นน้ำ ท้องเสียเป็นมูกเลือด และมีความถี่ของการถ่ายมากกว่าวันละ 1-2 ครั้งต่อวัน สามารถพบได้ในสุนัขทุกช่วงอายุ สาเหตุที่เกิดเช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อบิดทางเดินอาหาร หรือพยาธิทางเดินอาหาร การเปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป สุนัขไปเลียกินของสกปรกหรือสิ่งแปลกปลอม การกินอาหารหมดอายุ การกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน เป็นต้น นอกจากนั้นหากเป็นอาการท้องเสียเรื้อรังอาจจะเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะนอกทางเดินอาหาร เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับเอนไซม์การย่อยอาหาร ตับอ่อน ตับ และไต โรคมะเร็ง เป็นต้น อาการท้องเสียมีทั้งอาการรุนแรงและไม่รุนแรง ขึ้นกับสาเหตุ ทั้งนี้เจ้าของจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและควรปรึกษาสัตวแพทย์
สุนัขท้องเสียทำอย่างไรดี ?
1. ให้สังเกตว่าก่อนหน้านี้มีการกินอะไรผิดปกติ หรือสิ่งที่ไม่เคยกินมาหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนอาหาร หากมีให้หยุดหรือนำอาหารนั้นออกก่อน และงดให้สุนัขกินอาหารอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง ในสุนัขโต และ 4-6 ชั่วโมงในลูกสุนัข (2-6 เดือน) สุนัขสายพันธุ์เล็ก หรือในสุนัขน้ำหนักน้อยกว่า 5 กิโลกรัม (เช่น ชิวาวา, ปอมเมอเรเนียน)
2. ควรล้างภาชนะใส่น้ำให้สะอาด และให้สุนัขกินน้ำสะอาดครั้งละน้อยๆ บ่อยครั้ง อย่าให้มากเกินไป เพราะอาจจะทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้น และเจ้าของต้องดูแลอย่างใกล้ชิดว่าสุนัขได้กินน้ำเพียงพอ
3. หากสุนัขอาการท้องเสียลดลง ไม่มีอาเจียนร่วมด้วย หลังจากงดอาหารแล้วสามารถให้สุนัขเริ่มกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ขนมสุนัข ไม่ควรให้สุนัขกินนม เพราะอาจจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลง เนื่องจากสุนัขไม่สามารถย่อยแลกโตสในนมได้ อาจจะเป็น ซุป ไก่ต้ม ไข่ต้ม หรือหากไม่สะดวกปรุงอาหารเอง สามารถเลือกซื้ออาหารประกอบการรักษาโรคท้องเสียที่มีขายในโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งสัตวแพทย์จะแนะนำสูตรอาหารและปริมาณที่เหมาะสมที่ควรกินในช่วงนี้
4. ควรกินอาหารอ่อนต่อเนื่องประมาณ 2-3 วัน แบ่งเป็นมื้อย่อย 4-6 มื้อต่อวัน แล้วค่อยกลับมาให้อาหารปกติที่เคยกิน อย่าเปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป อาจจะทำให้อาการกลับมาได้
เมื่อไหร่ต้องพาไปหมอ ?
1. หากเห็นว่าสุนัขกินสิ่งแปลกปลอม ยาเบื่อหนู หรือสิ่งที่คาดว่าเป็นสารพิษเข้าไป ให้รีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทันที เนื่องจากในบางกรณีจำเป็นต้องได้รับการล้างท้อง โดยหากเกิน 4 ชั่วโมงไปแล้วจะไม่สามารถล้างท้องได้
2. หากสุนัขมีอาการอาเจียน ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ ร่วมด้วย จะทำให้สุนัขไม่สามารถกินน้ำ หรือเกิดภาวะขาดน้ำตามมาได้ และอาจจะเกิดภาวะเสียสมดุลกรด-ด่าง หรือภาวะน้ำตาลต่ำได้
3. หากมีภาวะท้องเสียรุนแรง เช่น มีภาวะท้องเสียเป็นเลือด มีกลิ่นเหม็นคาว มีความถี่ในการถ่ายมากกว่าวันละ 1-2 ครั้ง เป็นสุนัขที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือถ่ายพยาธิมาก่อน หรือเพิ่งรับลูกสุนัขมาเลี้ยงจากแหล่งที่มีสุนัขหลายตัวรวมกัน
4. หากเป็นลูกสุนัข ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากไม่ดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมงควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและน้ำตาลต่ำ อาจจะทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
1. ไม่ควรให้สุนัขกินยาแก้ท้องเสีย ยาธาตุ หรือยาอื่นๆ ของคน เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตราย เช่น การได้รับยาเกินขนาด ภาวะแบคทีเรียดื้อยา เป็นต้น
2. การให้สุนัขกินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว ไม่ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ของสุนัขนั้นไม่เหมือนของคน และยิ่งอาจทำให้อาการท้องเสียแย่ลงได้
3. ควรมั่นใจว่าสุนัขของเราได้รับวัคซีนป้องกันโรคครบถ้วน มีการกระตุ้นประจำปีทุกปี และได้รับการถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน
4. การเปลี่ยนอาหารสุนัข ควรค่อยๆ เปลี่ยนจากอาหารเดิม โดยค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนอาหารใหม่ประมาณ 25% ทุกๆ 2-3 วัน ไม่ควรให้สุนัขกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้สมดุลแบคทีเรียในลำไส้ของสุนัขเปลี่ยนไปได้
บทความโดย : สพ.ญ. นิรชรา ชมท่าไม้ (โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก)
บทความที่เกี่ยวข้อง


